ไม่รอด! ศาลจำคุก 2 ป.ป.ช. คดีปิดข้อมูลนาฬิกาหรู-แหวนเพชร บิ๊กป้อม

วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 จังหวัดสระบุรี ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีที่ นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน เป็นโจทก์ยื่นฟ้องผู้บริหารและกรรมการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รวม 12 คน กรณีกล่าวหาว่าร่วมกันปกปิดเอกสารเกี่ยวกับการครอบครองนาฬิกาหรูของ ประวิตร วงษ์สุวรรณ

โจทก์ฟ้องว่า ในฐานะนักสิทธิมนุษยชนและประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ได้ดำเนินการตรวจสอบกรณีการยื่นบัญชีทรัพย์สินของพล.อ.ประวิตร ซึ่งถูกกล่าวหาว่าจงใจไม่แสดงรายการนาฬิกาหรูและแหวนมีค่าหลายรายการ โดยระหว่างวันที่ 22 สิงหาคม 2562 ถึง 23 พฤษภาคม 2567 จำเลยทั้ง 12 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของ ป.ป.ช. ร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรม

แนะนำสำหรับคุณ

ในข้อหาแรก ระบุว่า จำเลยที่ 2, 3, 5, 6, 7, 8, 9 และ 10 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ด้วยการเพิกเฉยไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามที่โจทก์ร้องขอ ทั้งที่คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารฯ มีคำวินิจฉัยให้ ป.ป.ช. เปิดเผยข้อมูล 3 รายการ ได้แก่ รายงานการแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งหมด ความเห็นของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ผู้รับผิดชอบ และรายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว

ส่วนข้อหาที่สอง ระบุว่า จำเลยที่ 1, 3, 7, 8, 11 และ 12 ฝ่าฝืนคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ที่มีคำสั่งให้เปิดเผยข้อมูลทั้ง 3 รายการแก่โจทก์ ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารฯ

ขณะที่ข้อหาที่สาม ระบุว่า จำเลยที่ 1, 2, 3, 7, 8, 9 และ 11 ไม่ปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองกลาง ที่กำหนดให้ ป.ป.ช. เปิดเผยข้อมูลคดียืมนาฬิกาหรูและแหวนเพชรของพล.อ.ประวิตร ให้ครบถ้วนภายในวันที่ 11 สิงหาคม 2566

นอกจากนี้ โจทก์ยังระบุว่า จำเลยที่ 1, 3, 7, 8, 9, 11 และ 12 ฝ่าฝืนคำบังคับของศาลปกครองกลาง จนเป็นเหตุให้ศาลมีคำสั่งปรับสำนักงาน ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. รายละ 5,000 บาท ฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล

คำฟ้องระบุด้วยว่า แม้ต่อมาสำนักงาน ป.ป.ช. จะมีหนังสือแจ้งให้โจทก์เข้ารับเอกสารตามคำบังคับของศาล แต่เอกสารที่ส่งมอบกลับไม่ครบถ้วนตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด และมีการคาดแถบสีดำปกปิดข้อความหลายส่วน

โจทก์จึงขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหมดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 โดยอ้างว่าครบวาระการดำรงตำแหน่งอายุ 70 ปี ไปก่อนเกิดเหตุ ศาลจึงอนุญาตให้ถอนฟ้อง

ต่อมา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 มีคำสั่งประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 3, 7, 8 และ 11 โดยเห็นว่าการลงมติไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด มีมูลเป็นความผิดตามมาตรา 157 ส่วนจำเลยที่ 1, 2, 5, 6, 9, 10 และ 12 ศาลสั่งยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณา โจทก์ยื่นขอถอนฟ้องจำเลยที่ 8 และ 11 ศาลอนุญาต แต่เมื่อถึงวันสืบพยาน โจทก์ยื่นขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 และ 7 ศาลยกคำร้อง โดยเห็นว่าการถอนฟ้องไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และอาจกระทบต่อรัฐอย่างมีนัยสำคัญ ตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 7 เมษายน 2569

ศาลวินิจฉัยว่า …โจทก์เป็นนักสิทธิมนุษยชนทำหน้าที่ช่วยเหลือราชการต้านภัยคอร์รัปชัน การที่โจทก์ขอข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ล้วนแต่เป็นไปเพื่อการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน… โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยตรง… โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง…

ท้ายที่สุด ศาลพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 และ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำคุกคนละ 3 ปี

สำหรับผู้ที่ถูกพิพากษาจำคุก ได้แก่ วัชรพล ประสารราชกิจ และ สุภา ปิยะจิตติ ซึ่งอยู่ระหว่างยื่นคำร้องขอประกันตัว ขณะที่จำเลยที่ 1, 2, 5, 6, 9, 10 และ 12 ศาลมีคำสั่งยกฟ้อง

Scroll to Top